เทศน์เช้า

ปลาใหญ่กินปลาเล็ก

๒๓ ก.ย. ๒๕๔๔

 

ปลาใหญ่กินปลาเล็ก
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์เช้า วันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๔
ณ วัดสันติธรรมาราม ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

กรรมนี่เรื่องของโลก เห็นไหม ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เรื่องของกรรมธรรมดา ปลาใหญ่กินปลาเล็กนี่ เรามองเหมือนธรรมชาติของเขา สัตว์โลกเขาเขากินกันเป็นอาหาร เขากินอาหารกันมันก็เลยเป็นกรรม แต่มันก็มีกรรมต่อกันนะ ผลัดกันกินอยู่อย่างนั้น ผลัดกันเกิดผลัดกันตาย ผลัดกันกินกันอยู่อย่างนั้น นั่นน่ะปลาใหญ่กินปลาเล็ก อันนั้นมันเป็นเรื่องของข้างนอกเขา

แต่เรื่องของข้างในของเราล่ะ เรื่องของข้างในนี่กิเลสอันละเอียด กิเลสอันละเอียดมันเป็นกิเลสที่ว่าเป็นตัวใหญ่ มันก็เป็นกิเลสครอบคลุมกิเลสพวกหยาบ ๆ เห็นไหม กิเลสอย่างหยาบในหัวใจของเรา กิเลสอย่างกลางในหัวใจของเรา กิเลสอย่างละเอียดในหัวใจของเรา กิเลสอย่างละเอียดในหัวใจของเรานี่มันก็ควบคุมกิเลสอย่างหยาบ ๆ กิเลสอย่างหยาบ ๆ มันแสดงออก การแสดงออกอย่างหยาบ ๆ นี่เราก็เห็นกัน เรามองออกว่าการแสดงอย่างเด็กมันแสดงออกนี่เราจะจับได้เลย อย่างผู้ใหญ่หลอกลวงกันอย่างนี้ มันละเอียดอ่อนเข้าไป อันนั้นเราก็เป็นข้างนอก

สิ่งที่เป็นข้างนอกน่ะเราเห็นว่าสิ่งนั้นถ้าเป็นคุณงามความดีนี่ เป็นกุศลกับอกุศล สิ่งที่เป็นกุศลน่ะมันเป็นประโยชน์กับเรา เราทำบุญกุศลขึ้นมาเพื่อบุญกุศลของเรา ทำบาปอกุศลนี่มันเป็นสิ่งที่ไม่ดีเราจะปิดบังไว้ สิ่งที่ปิดบังไว้เราซ่อนเร้นเอาไว้ นี่กิเลสมันเป็นสิ่งนั้น กิเลสมันเป็นสิ่งที่ว่ามันเคยใจของมัน มันจะทำตามความเห็นของมัน มันจะทำตามใจของมัน แล้วมันก็ทำความพอใจของมันอยู่ในหัวใจอันนั้น ในหัวใจของเราถ้ามันทำพอใจของมันไป มันสะสมสิ่งที่ว่าไม่เป็นคุณงามความดีกับใจของเรา นั่นน่ะธรรมเข้าไปชำระล้างสิ่งนั้น

ธรรมคือคำสั่งสอน คือการดัดแปลงตน ธรรมนี้เป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขุดคุ้ยมา ขุดคุ้ยคือว่ามันมีอยู่โดยดั้งเดิม แต่ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งใดเป็นธรรม สิ่งไหนเป็นธรรม ในลัทธิศาสนาต่าง ๆ เขาสอนกันไปก็สอนกันไปตามลัทธิของเขา ความเห็นของเขา เห็นต่าง ๆ กันไป การดัดแปลงทำตัวเหมือนสัตว์จะได้เป็นบุญกุศล การบูชาไฟ การกราบไหว้ไฟ กราบไหว้ภูเขา กราบไหว้นี่ ความเห็นของเขามันเป็นความเห็นผิดเลย

แต่ของพวกเราไม่เป็นอย่างนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา เอาธรรมวางไว้ แล้วว่าการให้ทาน การให้อภัยกัน การให้ความสุขแก่สัตว์โลก นั่นน่ะให้กันเป็นทาน การเจือจานกัน การเสียสละต่อกัน อันนี้พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ แต่ของเขาของดั้งเดิมมานี่เขาสอนเป็นอย่าง ๆ ไปเลย นี่ที่ว่าธรรมมันละเอียด มันละเอียดขนาดนั้น

แล้วเราเกิดมาพบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมไว้อย่างนั้น แล้วเราทำตามที่ว่ามีคนสั่งสอนไว้แล้วนี่ เราเพียงแต่ว่าชุบมือแล้วเปิบ มันจะเปิบได้ตามใจเราไหม ถ้าเราชุบมือแล้วเปิบ เปิบตามใจเรา เราจะทำคุณงามความดีได้คล่องแคล่วเลย แต่ทำคุณงามความดีของเราบางทีมันก็ขัดข้องขัดขืน มันขัดเคืองใจของเรา มันจะขัดแคลงใจ มันจะทำตามความพอใจของมัน อันนั้นเห็นไหม

นี่กิเลสอย่างละเอียดมันจะละเอียดเข้าไปเรื่อย ๆ ในหัวใจ นี่เรื่องการทำทานนะ รักษาศีลนี่มันทำให้เราลำบากลำบนขึ้นมา ความลำบากลำบนของเรามันเป็นสิ่งที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอน พระพุทธเจ้าสอนให้ทางสายกลาง ทำตามสบาย ๆ ทางสายกลาง นี่ทางสายกลางของกิเลสที่ว่ามันเป็นอยู่ในหัวใจของเรา กิเลสอย่างละเอียดมันควบคุมกิเลสอย่างหยาบ อย่างทานขึ้นมา แล้วก็มาศีล ศีลมันก็บอกว่าไม่จำเป็น ทำความพอใจของเรา ได้ทำขึ้นมามันก็เป็นอัตตกิลมถานุโยค ทำความลำบากให้ตนเอง

มันทำความลำบากให้กิเลสต่างหากล่ะ มันทำความลำบากให้ความเคยชินของเรา ความเคยชินของเรา มันจะทำตามสบายของเราขึ้นมา แล้วมันไม่มีแก่นสาร เห็นไหม ทำตามความเคยชินของเรา ทำตามความคิดของเรา แล้วก็วนไปตามกระแสของโลกเขา นั่นน่ะมันเบียดเบียนไป เบียดเบียนตนโดยไม่รู้สึกตัว แล้วก็เบียดเบียนคนอื่นโดยไม่รู้สึกตัวเลย ว่าสิ่งนั้นเป็นความดีของเรา เพราะเรายังเห็นว่าเป็นความดีของเรา

อย่างเช่นเด็กนี่ เล่นกันหรือจะทำอะไรกัน ผู้ใหญ่เขาว่าปล่อยไปตามประสาของเด็ก เด็กมันนึกว่ามันเป็นความประโยชน์ของเรา แต่ผู้ใหญ่บางทีเขาก็รำคาญขึ้นมา นี่มันไม่รู้หรอกว่ามันทำความดีหรือทำความไม่ดี เหมือนกับเด็ก เหมือนกับความไม่เข้าใจของเรา เราไม่เข้าใจสิ่งใดเราก็ทำตามความเห็นของเราว่าถูกต้อง ๆ แต่พอกาลเวลาผ่านไปเรามารู้ทีหลังว่าสิ่งนั้นไม่ถูกต้อง นี่มันเบียดเบียนตนไปโดยเราไม่รู้สึกตัวเลย เราคิดว่ามันถูกไง เราคิดว่าถูก

แต่ความจริงถ้ามีศีลขึ้นมา ศีลมันเปรียบเทียบ เห็นไหม ศีล มีศีลมีธรรม ศีลธรรมอันนั้นจะเปรียบเทียบว่าเราทำผิดหรือทำถูก มันจะเทียบเข้าไปที่ศีลนั้น เทียบกับศีลเห็นไหม ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ศีล ๒๑,๐๐๐ ศีลของพระทั้งหมดมี ๒๑,๐๐๐ ข้อในพระไตรปิฎก นั่นน่ะมันศีลนอกพระไตรปิฎก นี่ศีลน่ะมีความผิด ความทำอะไรที่ผิดขัดข้องไป อันนั้นเป็นทุกกฏ สิ่งที่ไม่ดีที่ทำแล้วขัดข้องไป เป็นอาบัติทุกกฏ ๆ ทุกกฏทั้งนั้นเลย ทุกกฏคือความผิดพลาด ความทำไม่ดีนั้นเป็นอาบัติทุกกฏ

นั่นน่ะกิเลสอย่างหยาบ ๆ เห็นไหม แล้วกิเลสอย่างละเอียดเข้าไป มันทำความสงบเข้าไปของใจ มันยิ่งสงบเข้าไป มันยิ่งทำไม่ได้ นี่กิเลสอย่างหยาบ อย่างละเอียด มันครอบคลุม กิเลสตัวใหญ่ สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเป็นกิเลสอย่างหยาบนี่มันใหญ่ มันดูจะจับต้องได้ง่าย อย่างกลางเข้าไปจับได้ยากขึ้นไป อย่างที่ละเอียดเข้าไปมันเหมือนกับสัตว์เล็ก มันเหมือนกับความละเอียดอ่อน แต่ความจริงคือมันมีอำนาจเหนือกว่า มันมีอำนาจเหนือใจของเรา มันถึงทำใจของเราให้พลิกแพลงออกไปข้างนอก ความพลิกแพลงเข้าไปไม่ให้เข้ามาเห็นตัวมันเอง พยายามดูแต่สิ่งข้างนอก มันส่งออกข้างนอก มันถึงว่าต้องทำความสงบของใจ ทาน ศีล ภาวนา การภาวนาเข้าไปเพื่อจะเข้าไปเห็นกิเลสอย่างละเอียดของเราในหัวใจ พยายามทำความสงบของใจเข้ามา

เวลาทำบุญกุศลขึ้นมานี่ ว่าเราทำบุญกุศลเราต้องไปขวนขวายก่อน ต้องไปหามาเพื่อจะไปทำ ความนั่งเฉย ๆ นี่ ไม่ต้องแสวงหาสิ่งใด ๆ เลย ทำไมมันทำไม่ได้ล่ะ ทำความบุญกุศลมหาศาลนะ มีทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับมีศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง มีศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำสมาธิขึ้นมาได้หนหนึ่ง มีสมาธิที่สะอาดบริสุทธิ์สามารถเกิดปัญญาให้ชำระกิเลสของเราออกมาได้จากหัวใจ มันเอามาจากไหน มันทุนรอนเอามาจากไหน มันมีร่างกายกับจิตใจนี่พร้อมขึ้นมา มันทำได้หมดเลย ทำในหัวใจของเรา แล้วเป็นประโยชน์ของเราขึ้นมา

นี่ไม่เบียดเบียนตนแล้วไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนตน ตนสัมผัสตนเป็นปัจจัตตัง ตนมีความสุขก่อนแล้วก็เจือจานให้ผู้อื่น ตนเป็นผู้ที่เอาตัวรอดของตัวเองได้แล้วจะเป็นประโยชน์ให้คนอื่น สรรพสิ่งแล้วนี่มันไม่ใช่การเห็นแก่ตัว ทางโลกเขาบอกการเห็นแก่ตัวนะ การเอาตัวเองให้รอดนี่เป็นการเห็นแก่ตัว ถ้าทุกคนดีหมด เราทำคุณงามความดีเห็นแก่ตัวตรงไหน เราทำความสงบของใจ เราไม่เบียดเบียนคนอื่นนี่มันเป็นความเห็นแก่ตัวตรงไหน

มันเป็นการที่ว่าให้เรากินข้าวอิ่มก่อน เรามีแรงแล้วเราจะช่วยคนอื่นได้ เราหิวเรากระหาย เราไม่มีแรงเลย เห็นคนอื่นเขาไม่มีแรงเราจะไปช่วยเขาได้อย่างไร เราช่วยเขาไม่ได้ใช่ไหม แต่โลกมองกลับกัน ต้องช่วยกันก่อน ๆ แล้วเอาตัวรอดไม่ได้ อันนี้พระเราถึงว่าเวลาบวชขึ้นมาแล้วนะ เวลาบวชกับอุปัชฌาย์ เห็นไหม ให้ออกรุกขมูล เสนาสนังเลย ให้ออกรุกขมูลให้อยู่ในป่าในเขา ให้เอาตัวรอดให้ได้ก่อน

ถ้าเอาตัวรอดได้ก่อนนี่ ยาออกมาธรรมโอสถนั้นก็บริสุทธิ์ ถ้าเอาตัวรอดไม่ได้นี่ ธรรมโอสถเป็นยาเห็นไหม แต่ยาไม่บริสุทธิ์ ยาเอาความคิดของเราเจือจานเข้าไปด้วย มันไม่บริสุทธิ์ มันไม่เป็นประโยชน์กับเขาขึ้นไป นั่นน่ะมันถึงว่ากิเลสอย่างหยาบ ๆ กิเลสอย่างละเอียดมันควบคุมใจแล้วมันก็ติเตียนไปทั้งหมด ติเตียนความคิดของเรา ติเตียนความเห็นของเรา ติเตียนคนที่ทำคุณงามความดี ถ้าเขาทำคุณงามความดีนี่มันยอกใจ มันแสลงใจ ถ้าทำเลวกว่าเรา ทำต่ำกว่าเรานี่ เราบอก เออ...คนนั้นเลวกว่าเรา ไม่ว่าเขา แต่คนดีกว่าเรา คนนั้นทำผิดพลาด คนนี้ทำผิดพลาด กิเลสมันจะชี้ออกอย่างนั้น

นี่กิเลสที่ว่ามันมีอำนาจ มีอำนาจเหนืออย่างนั้น แล้วอำนาจเหนือใคร อำนาจเหนือในหัวใจของเรา สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็กนี่มันเป็นเรื่องกรรมของสัตว์โลกของเขาเวียนไปในโลก มองออกไปข้างนอกแล้วก็ย้อนกลับมาดูสัตว์ใหญ่ คือกิเลสอันละเอียดครอบคลุมใจของเรา จักรวาลของโลกเขากับจักรวาลของเรานะ จักรวาลของโลกเขาเป็นเรื่องของโลกเขา จักรวาลของเราคือใจดวงนี้มันเวียนตายเวียนเกิด มันอยู่ในจักรวาลเหมือนกัน แล้วมันจะทำให้มันหลุดพ้นออกไปจักรวาล

นี่ธรรมจากข้างนอก กระทบสิ่งข้างนอกมันเป็นธรรม แล้วมันเทียบเคียงเข้ามาภายในได้ เห็นสัตว์มันกินกันน่ะ มันเห็นแล้วมันก็สลดสังเวช แล้วเห็นกิเลสตัวอย่างที่ละเอียด ที่มันหลอกลวงกิเลสอย่างหยาบในหัวใจของเรา มันก็สลดสังเวช แต่มันสลดสังเวชคนที่มองเห็นกับคนที่มองไม่เห็น นี่ธรรม ๆ ปลงธรรมสังเวชไง ธรรมมันแสดงตัวออกมาแล้วใครเห็นแล้วมันสังเวชไหม สังเวชมันสลดใจเข้ามา สลดใจเข้ามามันก็มีแก่ใจที่เราจะทำของเราขึ้นไป เราทำใจของเรา เราทำตัวของเราขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของเรานะ ประโยชน์ของเราทั้งนั้น เป็นความเห็นของเรา เอวัง